รีวิว The Witcher Nightmare of the Wolf ลายเส้นสุดเนี้ยบ เรื่องราวสุดดาร์ก

รีวิว The Witcher Nightmare of the Wolf
รีวิว The Witcher Nightmare of the Wolf

รีวิว The Witcher Nightmare of the Wolf ลายเส้นสุดเนี้ยบ เรื่องราวสุดดาร์ก

ซีรีส์ฟอร์มยักษ์ในซีซันแรกซึ่งทำให้เกิดความคาดหวังและรอคอย เรื่องราวในโลกของเดอะวิตเชอร์ในฉบับภาพยนตร์แอนิเมชันมาลงจอสตรีมมิงกันในวันนี้ เวอร์ซีเมียร์ (ให้เสียงพากย์โดยธีโอ เจมส์ – Theo James) มือสังหารปีศาจเผ่าวิตเชอร์ที่ทำงานแลกกับเงินทองมาทั้งชีวิตต้องเผชิญกับวิกฤติการณ์สำคัญเมื่อมีปีศาจพันธุ์ใหม่ออกไล่ฆ่าผู้คนโดยมีเบื้องหลังสุดดำมืดที่เขาต้องหาต้นตอคนเพาะพันธุ์ปีศาจมหาประลัยเหล่านี้ เวอร์ซิเมียร์ต้องออกไล่ล่าเพื่อกำจัดภัยร้ายก่อนทั้งอาณาจักรจะล่มสลาย จะว่าไปแล้วนิยายต้นฉบับของ อันด์แชย์ ซาคอฟสกี (Andrzej Sapkowski) นักเขียนชาวโปแลนด์ได้ก้าวข้ามกำแพงภาษาและวัฒนธรรมจนกลายเป็นมรดกของโลกอย่างสมบูรณ์ตั้งแต่ฉบับคอมิก วีดีโอเกมจนกระทั้งถึงซีรีส์ของเน็ตฟลิกซ์เมื่อ 2 ปีก่อน ส่วน ‘The Witcher: Nightmare of the Wolf’ ก็กลายเป็นอีกโปรเจกต์ที่ได้ข้ามวัฒนธรรมจากโปแลนด์สู่เอเซียอีกครั้งโดย ลอเรน ชมิดท์ (Lauren Schmidt) โปรดิวเซอร์เดียวกับฉบับซีรีส์โดยส่งไม้ต่อให้ผู้กำกับแอนิเมชันชาวเกาหลีอย่าง กวางอิลฮาน (Kwang Il Han) มากุมบังเหียน โดยภาพรวมแล้วจะเห็นได้เลยว่า กวางอิลฮาน ใส่ใจกับเรื่องลายเส้นและมูฟเมนต์หรือการเคลื่อนไหวของแต่ละคาแรกเตอร์เป็นอย่างมาก ยิ่งเคยมีเครดิตทำงานในแอนิเมชันของดีซี คอมิก (DC COMIC) มาหลายเรื่องยิ่งไม่แปลกใจเลยว่าทำไมการเคลื่อนไหวในฉากแอ็กชันที่แม้จะเป็นภาพแอนิเมชันก็ยังทำได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ฉากโหดเลือดสาดก็น่าตกใจจนแทบเบือนหน้าหนี ส่วนฉากที่มีความอีโรติกก็เย้ายวนพองามตามฉบับแอนิเมชัน แต่สิ่งที่น่าชื่นชมมาก ๆ ในเนื้อเรื่องของ ‘The Witcher: Nightmare of the Wolf’ คือการเล่าเรื่องซ้อนทับกันระหว่างเส้นเรื่องปกติกับเหตุการณ์แฟลชแบ็กที่ทำให้เห็นเลยว่าคนที่จะกลายมาเป็นเดอะวิชเชอร์ได้ต้องก้าวข้ามอะไรมาบ้าง รับรองได้เลยว่าดูแล้วจะเข้าใจทั้งการกระทำของเวอร์ซิเมียร์ในฉบับแอนิเมชันและเกอร์รอลต์ในฉบับซีรีส์เลยทีเดียวรวมถึงเหตุการณ์เบื้องหลังเหล่าปีศาจที่ออกอาละวาดเองก็สามารถวิพากษ์ความชั่วร้ายของระบบทุนนิยมได้อย่างเจ็บแสบอย่างยิ่ง หากใครจะมาเทียบเคียงกับการจัดหาวัคซีนและการแก้ไขวิกฤติโรคโควิด-19 ระบาดก็ไม่น่าแปลกใจเลยสักนิด

The Witcher Nightmare of the Wolf Netflix รีวิว นักล่าจอมอสูร ตำนานหมาป่า ภาพยนตร์อนิเมชั่น ภาคแยกของ The Witcher สร้างโดยอ้างอิงโลกและเนื้อหาจากนิยายชื่อดังของ Andrej Sapkowski ที่ถูกนำไปดัดแปลงเป็นแฟรนไชส์เกมที่โด่งดังและมียอดขายถล่มทลายทั่วโลก ส่วนฉบับนิยายถูกแปลออกไปหลายภาษา ล่าสุดทางแพรวสำนักพิมพ์ได้ซื้อลิขสิทธิ์แปลเป็นภาษาไทยออกมาแล้ว 3 เล่ม

สำหรับเรื่องราวในภาคแยกจะบอกเล่าชีวิตวัยหนุ่มของ เวเซเมียร์ อาจารย์ของเกรัลต์พระเอกในภาคหลัก ว่าเพราะอะไรเขาจึงกลายเป็นวิชเชอร์ แล้วชีวิตของเขาต้องเจออะไรหลังจากนั้นบ้าง ภาพยนตร์ยังบอกเล่าตำนานด้านมืดที่ไม่เคยถูกเปิดเผยของเหล่าวิชเชอร์ และสงครามความขัดแย้งระหว่างเผ่าพันธุ์

งานสร้างอนิเมชั่นได้สตูดิโอ Nickelodeon Animation ซึ่งเป็นสตูดิโอเดียวกันกับที่สร้างผลงานชั้นยอดอย่าง The Legend of Korra มาแล้ว เรียกได้ว่าการันตีคุณภาพงานสร้าง ส่วนงานกำกับโดย ฮานควางอี ความยาว 1.23 ชม. รับชมได้เลยใน Netflix มีพากย์ไทยด้วย

สำหรับเนื้อหาในอนิเมชั่นเรื่องนี้จะบอกเล่าเรื่องราวการผจญภัยในวัยหนุ่มของของ เวเซเมียร์ (อาจารย์ของ เกรัลต์ พระเอกในภาคหลัก) เขาเป็นนักรบวิชเชอร์ที่ในวัยเด็กมีชีวิตที่ยากลำบาก เพื่อที่จะหนีจากชีวิตเหล่านั้นเขาจจึงต้องต่อสู้ดิ้นรนจนได้กลายเป็นวิชเชอร์ ที่ออกรับจ้างทำงานปราบปีศาจไปทั่วเพื่อเงิน
เรื่องราวจะเป็นการเล่าย้อนไปตั้งแต่วัยเด็กของเวเซเมียร์ ว่าจากเด็กรับใช้คนหนึ่งกลับกลายมาเป็นวิชเชอร์ผู้ปราบปีศาจได้ยังไง ทั้งการเจอกับวิชเชอร์ที่เป็นแรงบันดาลใจอย่างเดลแกน ซึ่งจะใช้เวลาส่วนนี้ในครึ่งแรกของเรื่อง ส่วนในพาร์ทปัจจุบัน จะบอกเล่าชีวิตของเขาในฐานะวิชเชอร์ ที่บังเอิญเขาก็ต้องเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวใหญ่โตอย่างคาดไม่ถึง รวมถึงการได้หวนกลับไปพบกับอีลียาน่าซึ่งเป็นคนรักครั้งแรกที่เขาจากมาด้วย และทำให้เขาต้องจำรับภารกิจปราบปีศาจที่ต้องเดินทางร่วมกับแม่มดเทรทตา แต่ไปๆมามันกลับนำไปสู่ความหายนะของเหล่าวิชเชอร์รุ่นเก่า และการกำเนิดของเหล่าวิชเชอร์รุ่นใหม่ ดูหนัง ไทย

ก่อนอื่นต้องบอกว่า นี่คืออนิเมชั่นที่แฟนๆ The Witcher ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง แต่คนที่ยังไม่ได้ดูฉบับซีรีส์หรือไม่ได้เป็นแฟนเกมก็สามารถดูเพลินๆ ได้ครับ

สำหรับตัวละครเอกในภาคหนังคือ เวเซเมียร์ ถือว่าเป็นตัวละครสำคัญที่มีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับ เกรัลต์ พระเอกของจักรวาล The Witcher เพราะเขาคืออาจารย์ที่สอนวิชาให้กับเกรัลต์นั่นเอง แล้วยังเป็นคนที่เกรัลต์นับถือมากเสมือนเป็นทั้ง พ่อ อาจารย์ และสหายด้วย ซึ่งในภาพยนตร์อนิเมชั่นก็จะมีการทิ้ง Hint และ Easter Egg เอาไว้ให้กับคนดูแบบโต้งๆกันเลยสำหรับคนที่ไม่เคยดูเรื่องนี้มาก่อน โดยเฉพาะเหรียญตราหมาป่าที่เป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของเกรัลต์ในภาคหลัก แล้วยังมีการใส่ Easter Egg ฮาๆ เช่นฉากนั่งแช่น้ำของเวเซเมียร์ที่เหมือนกับเกรัลต์ซึ่งเป็นลูกศิษย์

จุดแข็งที่ต้องชื่นชมเลยก็คือ การเล่าเรื่องที่ลื่นไหล สนุกมาก แม้ในช่วงแรกจะเป็นการเล่าย้อนกลับไปอดีตสลับกลับมาปัจจุบัน โดยเล่าถึงอดีตของเวเซเมียร์ว่าเขาใช้ชีวิตอย่างไรในวัยเด็ก แล้วเจออะไรมาบ้างถึงทำให้เขาตัดสินใจด้วยตนเองที่จะกลายเป็นวิชเชอร์ ในขณะที่เด็กๆ ส่วนใหญ่ไม่ได้อยากเป็น ถึงแม้ว่าจะเป็นพลอตและการเล่าเรื่องแนวดราม่าปกติที่พบเห็นทั่วไปแต่กลับเล่าเรื่องได้สนุก น่าติดตามชีวิตในวัยเด็กของเวเซเมียร์ แล้วก็จะมาเชื่อมโยงกับในยุคปัจจุบันได้พอดีด้วย

สำหรับเนื้อหาของเรื่องก็เหมือนเป็นการสำรวจชีวิตของเวเซเมียร์ ตั้งแต่วัยเด็ก จนถึงจุดพีคในฐานะวิชเชอร์ และการพบเจอกับคนรักครั้งแรกอีกครั้ง แล้วอีกข้อหนึ่งที่ไม่มีในฉบับซีรีส์ก็คือการเปิดสังคมของเหล่าวิชเชอร์ว่าพวกเขามีวิถีชีวิตอย่างไร รวมถึงกระบวนการสร้างวิชเชอร์ แล้วยังมีการเปิดเผยตัวละครเดลแกนที่เป็นอาจารย์ของเวเซเมียร์อีกทีหนึ่งด้วย

อีกจุดแข็งอย่างหนึ่งที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือฉากแอ็คชั่นซึ่งทำออกมาได้ดี ถือว่าเป็นระดับมาตรฐานสูงพอสมควรหากเทียบกับอนิเมชั่นของตะวันตก และถือว่าทำออกมาได้ดีใกล้เคียงกับอนิเมะญี่ปุ่นเลยด้วย ในบางจุดถือว่าทำออกมาได้ดีกว่าด้วยซ้ำ ตรงนี้คงต้องขอชื่นชมและให้เครดิตกับทีมงานของสตูดิโอ Nickelodeon Animation ซึ่งมีผลงานมาสเตอร์พีซอย่าง The Legend of Korra เรียกได้ว่านี่เป็นสตูดิโอผลิตอนิเมชั่นที่กำลังรับสร้างผลงานเยี่ยมๆ อีกหลายเรื่อง ซึ่งก็ไม่ทำให้ผิดหวังในด้านโปรดักชั่น CG กราฟฟิกต่างๆ โดยเฉพาะฉากต่อสู้ในช่วงท้ายที่ทำออกมาได้เยี่ยมมาก แม้ว่าจะใช้เวลาน้อยไปก็ตาม

สำหรับจุดที่น่าสนใจก็คือ เวเซเมียร์ เป็นตัวละครที่น่าจะได้ออกมามีบทสำคัญในซีซันสองของฉบับซีรีส์คนแสดงอย่างแน่นอน ดังนั้นใครที่เป็นแฟนซีรีส์เรื่องนี้แล้วกำลังรอซีซันสองที่จะเข้าฉายในเร็วๆนี้ก็ควรจะต้องดูเรื่องในภาคนี้ก่อนเพื่อซึมซับเรื่องราวของเวเซเมียร์ในวัยหนุ่มด้วยครับ ส่วนแฟนเกมเองก็ไม่ควรพลาดเช่นกัน

แล้วที่สำคัญคือ มีตัวละครเกรัลต์วัยเด็กโผล่ออกมาในเรื่องด้วย พร้อมกับบทสรุปที่ทิ้งท้ายเอาไว้ให้เราไปดูในฉบับซีรีส์ต่อ ซึ่งเรื่องราวของเวเซเมียร์หากจะเอามาสร้างเป็นหนังภาคแยกแบบนี้ต่อไปอีกก็ยังทำได้เยอะเลย

ด้านจุดด้อย มีนิดเดียวจริงๆคืองานภาพดีไซน์ตัวละครในสไตล์ตะวันตกที่ยังไงก็มีความแข็งๆอยู่และอาจจะไม่ถูกใจคนที่ชินกับอนิเมะญี่ปุ่น อีกจุดคือภาพรวมของโลกในวิชเชอร์ และความขัดแย้งในสังคมของเรื่องที่อาจจเล่าแบบห้วนๆไปหน่อยจนคนดูอาจจะไม่ได้อินอะไรกับปัญหาความขัดแย้งในเรื่องมากนัก แต่ก็ถือว่าเป็นจุดด้อยที่น้อยนิดเอามากๆ หากเทียบกับข้อดีของการ์ตูนเรื่องนี้ครับ อีกจุดหนึ่งก็คือเนื้อหาไม่ได้สลับซับซ้อนมากมายอะไรนัก เป็นเส้นตรง เน้นดูง่าย ซึ่งก็จะมีการเล่นกับประเด็นช่องว่างและความต่างทางด้านเวลาและอายุขัยของตัวละครเพื่อเพิ่มบทโรมานซ์และดราม่าเข้ามาด้วย ถือว่าเป็นความกล้าของผู้สร้างเหมือนกัน

ตัวเรื่องยังมีจุดหักมุมพอสมควร ตัวละครในเรื่องนี้มีความเป็นสีเทาสูงมาก แทบะหาคนที่เป็นสีขาวหรือสีดำไปหมดเลยได้ยาก ฝั่งวิชเชอร์เองก็ไม่ได้เป็นคนดีอะไรนักหนา พวกเขาก็ทำสิ่งต่างๆเพื่อความอยู่รอดของตนเอง ถึงขั้นลงมือทำบางเรื่องที่เป็นการทำลายชีวิตของบางเผ่าพันธุ์ แต่กลุ่มอื่นๆก็ไม่ได้ดีกว่ากันไม่ว่าจะเป็นพวกแม่มด เอล์ฟ และฝ่ายมนุษย์ เรียกว่าทุกฝ่ายล้วนต่อสู้เพื่อความอยู่รอดและผลประโยชน์ของตนเอง โดยมีเรื่องของศีลธรรมอยู่ด้านหลัง แต่ตัวเรื่องก็ไม่ได้เอาแต่ดาร์ค มืดมนสุดกู่เสมอไป เพราะในความมืดมิดก็ยังมีแสงสว่างและความดีงามแฝงอยู่เหมือนกัน ซึ่งเรื่องนี้จะถูกนำเสนอผ่านตัวของเวเซเมียร์ที่จะมีพัฒนาการในเรื่องตามลำดับ

 

เหตุผลที่คุณไม่ควรพลาดชม

1. ผลงานอนิเมะจากทีมงานยอดฝีมือ Studio MIR ที่ได้ฝากผลงานอนิเมะชั้นยอดอย่าง Avatar: The Legend of Korra เมื่อปี 20122012 และ Voltron: Legendary Defender ในปี 2016 ได้มาร่วมงานกับทีมผู้สร้างซีรีส์ เดอะ วิทเชอร์ ทั้งผู้จัด ลอเรน ชมิตต์ ฮิสส์ริช และโปรดิวเซอร์ โบ เดอเมโย ในการนำเรื่องราวในอดีตจากโลกของซีรีส์หลัก มาถ่ายทอดในรูปแบบอนิเมะ

ลอเรน ชมิตต์ ฮิสส์ริช มีบทบาทเป็นทั้งผู้สร้าง ผู้จัด และผู้อำนวยการสร้างจากซีรีส์ไลฟ์แอคชั่น เดอะ วิทเชอร์ นักล่าจอมอสูร และยังได้ร่วมสร้างสรรค์ผลงานในหลายโปรเจกต์ก่อนหน้านี้ ทั้ง เดอะดีเฟนเดอร์ส และ แดร์เดวิล ในขณะที่ โบ เดอเมโย ที่ควบตำแหน่งเขียนบทและอำนวยการสร้างในซีรีส์ เดอะ วิทเชอร์ และ ภาพยนตร์อนิเมะเรื่องนี้ ได้เคยเขียนบทให้กับซีรีส์ ดิ ออริจินอลส์ และผ่านการดูแลงานสร้างของอีกหลายโปรเจกต์ เช่น Gravity Falls และ Atomic Blonde

ลอเรน ชมิตต์ อิสส์ริช ได้กล่าวถึงการร่วมงานกับ Studio MIR ไว้ว่า “มันเป็นความร่วมมือที่ยอดเยี่ยมมาก และเราก็สนุกมากที่ได้ทำงานกับทีมที่เชี่ยวชาญด้านอนิเมะโดยเฉพาะ ส่วนผู้กำกับ ฮันกวังอิล ก็สามารถดำดิ่งเข้าสู่โลกของเดอะ วิทเชอร์ได้อย่างลึกซึ้งสุดๆ และเขากับโบก็ทำงานร่วมกันอยู่ตลอดเพื่อให้อนิเมะเรื่องนี้ยิ่งดีขึ้นไปอีก”

จากผลงานและฝีมือที่ยอดเยี่ยมของผู้สร้างตัวหลักทั้งสามคนนี้ ทำให้มั่นใจได้เลยว่าเราจะได้เห็นทั้งการเล่าเรื่องที่เฉียบคมและงานภาพสุดละเมียดที่พร้อมพาทุกคนไปตื่นเต้นกับโลกของเหล่าวิทเชอร์กันแบบเต็มอิ่ม

 

2. เล่นใหญ่กว่าเดิม ให้ตระการตาและกระแทกใจ

แน่นอนว่านอกจากอัดแน่นด้วยฉากแอคชั่นและความตื่นเต้นจากทั้งสัตว์ประหลาด เวทมนตร์ และปริศนาที่รอการเปิดเผย ภาพยนตร์อนิเมะเรื่องนี้ยังมีกลิ่นอายความโรแมนติกผสานอย่างลงตัว เรียกได้ว่าติ๊กถูกทุกช่อง ถึงทุกอารมณ์!  โปรดิวเซอร์ โบ เดอเมโย เล่าว่าอนิเมะเรื่องนี้ช่วยเปิดประตูให้ทีมสร้างได้สำรวจอานุภาพการเล่าเรื่องของแอนิเมชันที่สามารถสรรสร้างทั้งภาพและอารมณ์ออกมาได้อย่างลงตัว

การเปิดประตูที่ว่านี้ นำไปสู่โอกาสในการเล่าเรื่องราวในสเกลที่ใหญ่ขึ้นในโลกนี้ โดยที่ไม่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณหรือทุนสร้างที่มักจะมาพร้อมกับการทำซีรีส์แบบไลฟ์แอคชั่น ซึ่งถือเป็นสิ่งแปลกใหม่และน่าตื่นเต้นสำหรับผู้สร้างซีรีส์ ลอเรน ชมิตต์ ฮิสส์ริช เป็นอย่างมาก “ตอนที่โบจินตนาการถึงอสุรกายตัวมหึมากับการต่อสู้อันอลังการอยู่ในหัว ฉันก็คิดไปก่อนว่าจะต้องทำชุดสัตว์ประหลาดมั้ย ใช้วิชวลเอฟเฟกต์มากขนาดไหน จะทำไหวมั้ย แต่เดี๋ยวก่อน ถ้าเป็นแอนิเมชัน เราทำได้ทุกอย่างนี่นา” ส่วนทางผู้กำกับ ฮันกวังอิล และทีมงานของเขาก็ยังสามารถนำจินตนาการออกมาโลดแล่นได้อย่างอิสระ แต่งแต้มรายละเอียดให้ทุกซีนเปี่ยมด้วยความสร้างสรรค์และความสนุก และเก็บตกองค์ประกอบต่างๆ ของโลกวิทเชอร์ในแบบที่ตรงกับคำบรรยายในนิยายชุดต้นฉบับที่สุด

นอกเหนือจากอาหารตาจากงานภาพที่พิถีพิถัน โปรดิวเซอร์ โบ เดอเมโย ยังให้ความสำคัญในการโฟกัสเรื่องราวที่ดำดิ่งสู่โลกและประวัติที่มาของเหล่าวิทเชอร์ โดยที่ถ่ายทอดออกมาอย่างเต็มเปี่ยมด้วยอารมณ์และความเป็นมนุษย์ แม้ว่าจะรายล้อมไปด้วยองค์ประกอบแฟนตาซีต่างๆ มากมายก็ตาม

 

3. ดำดิ่งสู่ตำนานจากโลกของ เดอะ วิทเชอร์ และเผยที่มาของผู้เป็นอาจารย์ของเกรอลท์

จักรวาลของ เดอะ วิทเชอร์ ได้ถูกนำไปดัดแปลงและถ่ายทอดใหม่มาแล้วในหลายรูปแบบจนฮิตไปทั่วโลก ซึ่งก็นับเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความละเมียด ซับซ้อน และน่าสนใจของโลกแฟนตาซีแห่งนี้ โปรดิวเซอร์ โบ เดอเมโย มองว่าเรื่องราวของ เดอะ วิทเชอร์ มีความหลากหลายและครบรสมาก ส่วนภาพยนตร์อนิเมะเรื่องนี้ก็สร้างขึ้นมาเพื่อขยายความเข้าใจในมหาทวีปและประวัติศาสตร์ของจักรวาลนี้

นอกจากนั้น เรายังได้ย้อนเวลาไปทำความรู้จักกับเวเซเมียร์ ผู้เป็นอาจารย์ของเกรอลท์ เมื่อเขาต้องมาพัวพันกับหญิงสาวชนชั้นสูง ผู้วิเศษทรงอานุภาพ และนักรบผู้โชกโชน ในการผจญภัยที่จะทำให้เราเข้าใจโลกปัจจุบันของ เดอะ วิทเชอร์ มากขึ้น

ถ้ายังไม่เต็มอิ่มกับประวัติศาสตร์อันน่าอัศจรรย์ของโลก เดอะ วิทเชอร์ และอยากเข้าใจถึงที่มาของเกรอลท์แห่งริเวีย เรียกได้ว่า เดอะ วิทเชอร์ นักล่าจอมอสูร: ตำนานหมาป่า เป็นหนังที่คุณพลาดไม่ได้!

 

4. เรียกน้ำย่อยก่อนการมาถึงของ เดอะ วิทเชอร์ นักล่าจอมอสูร ซีซั่น 2

สำหรับแฟนๆ เดอะ วิทเชอร์ ที่รอคอยซีซั่น 2 อย่างใจจดใจจ่อ ภาพยนตร์อนิเมะเรื่องนี้ถือเป็นออเดิร์ฟเรียกน้ำย่อยชั้นเยี่ยมที่จะมาเพิ่มความตื่นเต้นก่อนที่ซีซั่น 2 จะมาถึงในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดย โบ เดอเมโย บอกว่าแฟนๆ ของซีรีส์จะได้สัมผัสกับ “ประสบการณ์แปลกใหม่” ที่เขาหวังว่า “จะทำให้รู้สึกเหมือนเพิ่งเข้าสู่โลกของ เดอะ วิทเชอร์ เป็นครั้งแรกอีกครั้ง”

สำหรับมือใหม่ในโลกวิทเชอร์ ภาพยนตร์ความยาวชั่วโมงครึ่งเรื่องนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นชั้นเยี่ยมในการก้าวเข้าสู่โลกมหัศจรรย์ของจักรวาล เดอะ วิทเชอร์ และถ้าได้ไปลองลิ้มรสความตื่นเต้นของซีรีส์ไลฟ์แอคชั่น เดอะ วิทเชอร์ นักล่าจอมอสูร ต่อจากนี้ ก็รับรองได้เลยว่าจะต้องอยากดูซีซั่น 2 แน่นอน เรียกว่าปักหมุดรอดูต่อกันในวันที่ 17 ธันวาคมได้เลย

 

5. การผจญภัยที่ทุกคนเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็นแฟนคลับ เดอะ วิทเชอร์ มาก่อนหรือไม่ก็ตาม

หลายคนติดใจในซีรีส์ เดอะ วิทเชอร์ เพราะเรื่องราวการเดินทางของแต่ละตัวละครที่ทั้งเข้าใจและเข้าถึงได้ง่าย ผู้กำกับ ฮันกวังอิล กล่าวว่า “มีหลายองค์ประกอบในเรื่องราวของ เดอะ วิทเชอร์ ที่ผมเชื่อว่าทุกคนสามารถรู้สึกเชื่อมโยงได้ ในแง่ของอารมณ์ที่ได้พบเจอและสัมผัสในการใช้ชีวิต ผมตื่นเต้นแทนแฟนๆ และผู้ชมทั่วโลกที่จะได้โลดแล่นไปในโลกแห่งนี้อีกครั้ง และเพลิดเพลินไปกับทั้งเรื่องราวและตัวละครที่ชวนให้ตั้งคำถามที่น่าคิดเกี่ยวกับชีวิตของเราเอง”

 

Leave a Reply

Your email address will not be published.