เคล็ดไม่ลับ ตกแต่งบ้านยังไงให้มีสัดส่วนที่สวยงามน่าอยู่

เคล็ดไม่ลับ
เคล็ดไม่ลับ

เคล็ดไม่ลับ ตกแต่งบ้านยังไงให้มีสัดส่วนที่สวยงามน่าอยู่ ทำให้บ้านของเราสวยงาม ไม่น่าเบื่อ และยังตอบสนองความต้องการของเราได้อีกด้วย โดยเคล็ดลับของเรามี ดังนี้

1. ตกแต่งบ้านให้มีสัดส่วน ตามที่เราวางแพลนไว้ ซึ่งตำแหน่งห้องแต่ละห้องนั้นออกแบบตามที่เราต้องการเลย โดยเราจะจัดให้พื้นที่แต่ละห้องจัดให้มีความเหมาะ
ยกตัวอย่างเช่น ห้องน้ำควรอยู่ใกล้กับห้องรับแขก เพื่อที่เวลาแขกมาเยือนจะสามารถหาห้องน้ำได้ง่าย สะดวกสบาย ห้องนอน ควรอยู่ด้านหลังตัวบ้าน เพื่อป้องกันเสียงที่รบกวนในเวลาที่เรานอน ห้องรับแขก ควรอยู่หน้าด้านบ้าน ใช้ต้อนรับแขกเวลามีแขกมาเยี่ยมเยือนเราถึงบ้านเพื่อความสะดวกในการใช้พื้นที่ให้มีสัดส่วน ห้องครัว ควรอยุ่ด้านหลังของตัวบ้านเรา เพื่อช่วยให้ลดกลิ่นของการทำอาหาร หรือควันจากการทำอาหาร ไม่ควรทำห้องควรติดห้องนอนของเรา

2. ตกแต่งผนังห้อง การตกแต่งผนังห้องอย่างไรที่จะช่วยให้เรามีความรู้สึกไม่อึดอัดเกินไป สามารถใช้ร่วมได้โดยไม่ควรกั้นผนังเยอะเกินไป ตัวอย่างเช่น พวกห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น และห้องทานข้าวควรจัดอยู่โซนเดียวกัน ทำให้บ้านเราดูโล่งขึ้น แถมยังสามารถมองเห็นวิวธรรมชาติ รับแสงแดดตอนเช้าและตอนเย็น ในส่วนของผนังนั้นสามารถทาสี เปลี่ยนวัสดุตามพื้นที่ใช้สอยของเรา แบ่งโซนให้ง่ายต่อการใช้ นอกจากนั้นแล้วเราสามารถตกแต่งหน้าต่าง ด้วยผ้าม่านเพื่อความสวยงาม กันแสง และเพื่อความเป็นส่วนตัว ส่วนผนังตกแต่งด้วยภาพหรือกระจกเงา ส่วนพื้นที่มุมห้องให้ตั้งกระถางดอกไม้ประดับเพื่อความสวยงามและสบายตา ออกแบบบ้าน

3. จัดวางแผนผังการเข้าออกบ้าน  การจัดแผนผังเข้าออกบ้านนั้นจะทำให้เราสะดวกในการเดินทางติดต่อถึงกันสะดวก ยกตัวอย่าง ระยะห่างจากประตูรั้วกับประตูบ้าน ระยะห่างจากตัวบ้านไปยังบริเวณอื่นนอกตัวบ้าน พื้นที่ซักล้าง ตากผ้า และครัวหรือโรงรถที่แยกอยู่ต่างหาก หรือระหว่างห้องนอนพ่อแม่กับห้องนอนลูก
ระหว่างห้องครัวกับห้องกินข้าว และห้องนอนกับห้องน้ำ จะทำให้สัดส่วนที่เราจัดนั้นเป็นระเบียบ

4. โซนกิจกรรมในบ้าน การจัดโซนกิจกรรมนั้น จะทำให้บ้านมีพื้นที่เพียงพอที่จะทำกิจกรรมภายในครอบครัวได้ พื้นบ้านของเราควรแต่งพื้นบ้านโดยเราจะเน้นให้เข้ากับตัวบ้านของเรา แล้วเราสามารถเลือกตกแต่งพื้นบ้าน โดยใช้วัสดุ อุปกรณ์ที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็น สี ลวดลายสามารถแบ่งโซนสัดส่วนการใช้ประโยชน์ของพื้นที่
ตีกรอบลวดลายที่แตกต่าง จะช่วยแสดงอาณาเขตของส่วนที่ตั้งใจให้ดูแยกส่วนกันได้ หากพื้นที่มีขนาดเล็กควรจะมีลวดลายสีสันต่างกันมากเพราะทำให้ขาดการต่อเนื่องของพื้นที่ จะทำให้มีความรู้สึกขัดตาได้ ควรใช้รูปแบบเดียวกันหรือใช้โทนสีไปในทางเดียวกันดีกว่า การปูพรมเป็นลูกเล่นช่วยจำกัดขอบเขตและแบ่งกลุ่มของกิจกรรมได้ชัดเจน และสามารถเปลี่ยนลายใหม่ได้เมื่อต้องการ ส่วนเรื่องของวัสดุพื้นไม้บาไก้ ไม้จะไม่ดูดซับความเย็น เวลาเดินจะรู้สึกไม่เย็นเท้า เหมาะแก่การใช้ในห้องนอน
ข้อเสียคือ การแต่งบ้านด้วยพื้นไม้เวลาโดนน้ำทำให้พื้นบ้านร่อนได้ง่าย และสีของเนื้อไม้ก็จะซีดได้ง่ายด้วย ส่วนพื้นกระเบื้อง ข้อดีคือ มีความแข็งแรง ทนทาน กันน้ำได้ดี ทำความสะอาดง่าย มีให้เลือกหลายสีหลายแบบ แต่ข้อเสียคือ แบบกระเบื้องมักล้าสมัย อยากเปลี่ยนใหม่ต้องรื้อทำใหม่หมด หากมีกระเบื้องแตกอาจหาลายเดิมไม่ได้ หรือหายาก

5. เพดานฝ้าช่วยกำหนดขอบเขตของพื้นที่ที่เห็นได้ชัดเจน โดยลักษณะของฝ้าเพดานก็ช่วยในการกำหนดขอบเขตของพื้นที่ในบ้านให้เห็นได้ชัดเจน นอกจากนี้ยังเป็นเสมือนเส้นกรอบให้การวางตำแหน่งโคมไฟฟ้าทำได้ง่ายขึ้นด้วย จะทำให้การจัดสรรพื้นที่นั้น ดูโล่งไปอีก

6. การวางตำแหน่งดวงโคมในพื้นที่ต่างๆ การวางตำแหน่งดวงโคมในพื้นที่ต่างๆ เราต้องต้องคำนึงถึงแสงสว่างสำหรับการใช้งานได้จริง  ที่ต้องเพียงพอต่อการใช้งานได้ทั่วถึง
ไม่ว่าจะเป็นไฟด้านบนของเพดาน โคมแขวนหรือโคมตั้งโต๊ะ-ตั้งพื้น หรือแม้แต่การแบ่งกลุ่มการเปิดปิดสวิตช์ไฟฟ้า จึงเสมือนเป็นการจัดกลุ่มความสว่างให้สอดคล้องกับการใช้สอยที่จะเกิดใน พื้นที่นั้นๆ ไปในตัวเลย

7. ตำแหน่งการเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งการจัดตำแหน่งของเฟอร์นิเจอร์ เราต้องจัดให้สอดคล้องกับในตัวบ้านของเราด้วย จะทำให้ภายในบ้านของเรานั้นดูโล่ง สะอาดตาและไม่รู้สึกอึดอัด ซึ่งการจัดวางชุดห้องรับแขกของบ้านนั้น ควรหันโซฟา เก้าอี้ เข้าหาโต๊ะกลางจะช่วยกำหนดขอบเขตของกิจกรรมนั้นๆ ส่วนเคาน์เตอร์ครัวที่กั้นกับพื้นที่ภายนอกช่วยบอกให้รู้ได้เป็นอย่างดี เขตของกิจกรรมทำครัวควรจะอยู่ในพื้นที่ใดบ้าง กรณีห้องครัวเรากว้างนั้นเราก็ไม่ควรจัดเครื่องครัวกระจัดกระจายมากเกินไป จะทำให้ห้องดูรกเกินไปและทำให้แคบลงอีก เปลืองแรงและเสียเวลาเกินความจำเป็น การเลือกใช้เครื่องเรือนควรเลือกที่ง่ายต่อการดูแลรักษาและทำความสะอาด เมื่อใช้แล้วควรจัดเก็บอุปกรณ์เครื่องใช้ให้เป็นที่เป็นทาง โดยจัดเก็บไว้ในห้องเก็บของตู้ หรือชั้นวางของ เพื่อให้บ้านดูสะอาด ไม่รกรุงรัง มีระเบียบ และไม่ต้องเสียเวลาในการค้นหา

8. การตกแต่งบ้านของเรา เราควรตกตแ่งให้บ้านน่าอยู่ขึ้น มีสวนย่อมของบ้านให้ดูแบบสวยงาม  หรือถ้าพื้นที่บ้านกว้างมีสระว่ายน้ำ สระปลาคราฟให้บ้านดูสวยงามเพิ่มไปอีกด้วย ทั้งนี้การออกแบบตกแต่งขึ้นอยู่กับผุ้อยู่ว่าต้องการเป็นแบบใหน และต้องคำนึงถึงความสะดวกสบาย ความปลอดภัยอีกด้วย การที่บ้านมีต้นไม้จะช่วยลดความกระด้างของตัวอาคาร ร่มเงาของต้นไม้ช่วยคลายความร้อน บริเวณรอบนอกสามารถจัดเป็นลานนั่งเล่น เป็นที่พักผ่อนรับแขก จัดเลี้ยงในหมู่เพื่อนฝูง และยังใช้เป็นมุมสงบส่วนตัวได้เป็นอย่างดีอีกด้วย แต่งสวนหน้าบ้านให้ร่มรื่น โดยการปลูกต้นไม้ไว้รอบๆบ้าน อาจจะปลูกต้นไม้ใหญ่สลับกับต้นไม้เล็กๆ หรืออาจจะปลูกพืชสวนครัวไว้เก็บไปทำอาหารด้วยก็ได้ แล้วที่สำคัญควรปลูกหญ้าไว้รอบๆบ้านด้วย เพราะจะช่วยสร้างความร่มรื่น เย็นสบาย ลดความร้อนที่จะเข้ามายังตัวบ้าน และยังเป็นการสร้างอากาศดีบริสุทธิ์ให้กับบ้านของเราอีกด้วย

9. การตกแต่งจัดแต่งรั้ว และระเบียงบ้านให้เข้ากับรั้วของเรา ระเบียงบ้านจะช่วยสร้างบรรยากาศที่น่าอยู่ให้กับบ้านอีกทางหนึ่ง หากชอบความเป็นธรรมชาติการสร้างรั้วด้วยไม้ แต่ข้อเสียคือจะไม่ค่อยแข็งแรง หรืออาจจะสร้างด้วยกำแพงปูนตกแต่งให้สวยได้หลายๆแบบ ข้อดีคือแข็งแรงทนทาน  ซึ่งการเลือกตกแต่งรั้วบ้านก็ขึ้นอยู่กับรสนิยม และงบประมาณของเจ้าของบ้านด้วย

8 เคล็ดลับ แต่งบ้าน ให้สวยเหมือนปกนิตยสาร ที่นักออกแบบไม่เคยบอก!

ประโยชน์ของการจัดและตกแต่งบ้าน

ในปัจจุบันนั้นคนรุ่นใหม่อย่างเราๆ มีความฝันอยากมีบ้านทันสมัย ไฮเทค ในการสร้างบ้านแต่ละครั้งเราต้องคำนึงหลายๆอย่าง ทั้งความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และต้องคำนึงถึงคือการจัดและตกแต่งให้เหมาะกับความชอบของเรา การจัดตกแต่งเป็นการจัดระเบียบให้บ้านนั้นน่าอยู่มากยิ่งขึ้น การเลือกบ้านหรือการจัดก็บ่งบอกถึงไลฟ์สไตล์และอุปนิสัยของคนๆนั้น ยกตัวอย่าง การเลือกแบบบ้านหากเราเป็นคนที่ชอบธรรมชาติเราอาจจะเลือกแบบบ้านที่โปร่งและรายล้อมด้วยต้นไม้ ถ้าเราเป็นคนรักครอบครัวก็อาจจะเลือกพื้นที่กว้างๆเพื่อสะดวกในการทำกิจกรรมร่วมกันในบ้าน เมื่อเราเลือกแบบบ้านแล้วสิ่งที่ขาดไม่ได้คือการจัดและตกแต่งให้เข้ากับเรา เราจะต้องมีแบ่งสัดส่วนว่าส่วนไหนทำอะไร การติดไฟตรงไหนถึงจะสว่าง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการจัดตกแต่งบ้านด้วยกันทั้งหมด

  1. ทำให้บ้านสวยงาม แน่นอนว่าเราทุกคนชอบความสวยความงามกันอยู่ละการจัดตกแต่งบ้านเราก็ต้องการความสวยงามเช่นกันเพื่อทำให้น่าอยู่มากขึ้น ควรมีเฟอร์นิเจอร์ที่พอดีถ้ามากเกินไปจะดูรกและถ้ามากไปบ้านจะดูโล่ง การนำดอกไม้มาประดับตกแต่งอาจจะมีต้นไม้น่ารักๆสำหรับตั้งโชว์ไว้สักต้นสองต้น
  2. รู้จักใช้ทรัพยากรที่มีอย่างคุ้มค่า เช่น การติดตั้งไฟก็ติดตั้งให้พอประมาณไม่มากเกินไป การติดตั้งแอร์อาจจะใช้ลมแอร์มาทำเป็นความร้อนเพื่อใช้ในการทำน้ำอุ่น
  3. ช่วยสร้างความแปลกตาไม่ซ้ำซาก ทำให้คนในบ้านรู้สึกสดชื่น
  4. ครอบครัวได้ร่วมกันแสดงความคิดเห็นและแก้ไขปัญหาร่วมกัน ทำให้เข้าใจกันมากขึ้นและกล้าที่จะแก้ปัญหา
  5. สร้างความสามัคคี ครอบครัวต่างร่วมกันจัดตกแต่งบ้านและได้ร่วมมือร่วมกันใจกัน
  6. ทำให้บ้านสะอาดและเป็นระเบียบที่สำคัญยังปราศจากเชื้อโรค แมลงสาบ หรือสัตว์มีพิษต่างๆ

 

ขั้นตอนการออกแบบและเขียนแบบ

1. เราต้องมีการวางแผน โดยปรึกษาและขอข้อมูลสำหรับการออกแบบของโครงการจากเจ้าของโครงการ เพื่อทำการสรุปตามความต้องการลูกค้า  โดยมีหลายขั้นตอน ขั้นการให้คำปรึกษาและขอข้อมูลสำหรับการออกแบบของโครงการจากเจ้าของโครงการ เพื่อทำการสรุป ความต้องการขั้นต้น ของลูกค้า หรือ เจ้าของโครงการ
1.1 รับข้อมูล วัตถุประสงค์ และความต้องการของผู้ว่าจ้าง ข้อมูลที่จำเป็นต่อการขอคำปรึกษาจากนักออกแบบตกแต่งภายในได้แก่
– ขนาด ที่ตั้งและรูปร่างของโครงการหรืออาคารที่จะทำการตกแต่ง
– งบประมาณที่ได้ตั้งใจไว้
– รูปแบบหรือ Style ที่ชอบเป็นพิเศษ
– ความต้องการหรือประโยชน์ใช้สอยที่ต้องการจากพื้นที่นั้นๆ
– ข้อจำกัดต่างๆ ในงานออกแบบ (ถ้ามี) และ
– ของประดับใดหรือสีใดที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ และต้องการให้มีในงานออกแบบ (ถ้ามี)

2.1 เสนอแนวความคิดในการออกแบบ โดยสถาปนิก จะทำการวางแนวความคิดในการออกแบบคร่าวๆให้กับลูกค้า ทำการพิจารณารูปแบบการออกแบบรวมทั้งแบ่งพื้นที่ ใช้สอยคร่าวๆ (Zoning) หรือวางผังพื้นที่ใช้สอย อย่างง่ายๆ (Lay-out Plan) เพื่อให้ลูกค้าทำการพิจารณา การแบ่งพื้นที่ทั้งหมดว่าตรงกับความต้องการใช้งานจริง

 

2. งานออกแบบร่างขั้นต้น สถาปนิก จะนำแนวความคิดในการออกแบบ และผังพื้นที่ในการใช้สอย ที่ได้ผ่านการอนุมัติ จากลูกค้าแล้วมาพัฒนาเป็น แบบร่างอย่างง่ายๆ เพื่อให้ ลูกค้าเกิดจินตภาพ ได้ว่างานออกแบบทั้งหมด จะออกมาเป็นอย่างไร โดยสถาปนิกจะทำการนำเสนอเป็นภาพ Sketch หรือ Perspective หรือ Model ก็ได้
2.1 แบบร่างขั้นต้นแสดงถึงการใช้สอยพื้นที่ในอาคาร ( Layout Plans )
2.2 รูปทัศนียภาพ ขาว-ดำ ( Black White Perspective Sketch )
2.3 การเสนองบประมาณค่าใช้จ่าย ( Preliminary Budget )
เมื่อผ่านขั้นตอนนี้แล้ว ลูกค้าจะเริ่มเข้าใจและมองเห็น หน้าตาของงานออกแบบ ที่สถาปนิกจะพัฒนาในขั้นตอนต่อไป และลูกค้าอาจจะขอปรับแบบได้ แต่ไม่ควรจะแก้ไขแบบจนผิดไปจาก แนวความคิดใน การออกแบบและผังที่ได้วางเอาไว้ เพราะจะทำให้สถาปนิก ต้องกลับไป เริ่มต้นใหม่ทั้งหมดนอกจากนี้ จะกำหนดจำนวนครั้งใน การขอแก้ไขแบบในขั้นตอนนี้ไว้ไม่เกิน 2 ครั้ง เพื่อให้งานออกแบบไม่ยืดเยื้อ และแล้วเสร็จในระยะเวลาที่กำหนด

3. งานออกแบบขั้นพัฒนา ( Design Development Phaze ) สถาปนิกจะทำการพัฒนาแบบ ต่อจากแบบร่างขั้นต้น โดยนักออกแบบมักจะนำเสนอเป็นภาพ Perspective ที่เสมือนจริงหรือ Model ที่ ใกล้เคียงกับงานออกแบบ ที่จะออกมามากที่สุด เพื่อให้ลูกค้าสามารถจินตนาการ งานทั้งหมด ได้ชัดเจน และในขั้นตอนนี้ลูกค้า อาจจะขอแก้ไขแบบร่าง ในส่วนรายละเอียดได้บ้าง แต่ไม่มากนัก เนื่องจากแบบในขั้นตอนนี้ มักจะได้รับการอนุมัติจากแบบร่างขั้นต้น เกือบทั้งหมดแล้ว 

3.1 แบบแปลนการจัดห้อง และพื้นที่ใช้สอยต่าง ( Layout Plans )
3.2 รูปทัศนียภาพ สี ขาว-ดำ ( Color or Black White Perspective Views )
3.3 รูปด้าน ( Elevation Drawings )
3.4 ตัวอย่างการใช้สี และวัสดุอุปกรณ์ ( Material Board )
3.5 แบบจำลอง ( Model )

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *